ประเพณีของไทย 4 ภาค เหนือ อีสาน กลาง ใต้

ประเพณีของไทย 4 ภาค เหนือ อีสาน กลาง ใต้

นิยามของประเพณีไทยเป็นแนวปฏิบัติที่ทุกคนเห็นว่าดี และเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ นำหลักการและรูปแบบที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งรวมถึงความเชื่อ ความคิด การกระทำ ค่านิยม ทัศนคติ จริยธรรม ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และพิธีกรรมที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน เมื่อพูดถึงประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อลึกลับหรือพลังเหนือมนุษย์ มีเรื่องราวมากมาย บางเรื่องที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมีเรื่องราวของพระพุทธเจ้าอยู่ในนั้น หรือเกี่ยวกับสภาพอากาศที่สามารถได้รับแรงบันดาลใจจากคำขอของผู้คนเช่นขออำนาจเหนืออำนาจจากฟ้าสู่ฝน หรือการขออำนาจเหนืออำนาจจากฟากฟ้าเพื่อหยุดฝน เป็นต้น (แล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล) และราชบัณฑิตยสถานแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้คำว่าประเพณีไทยเป็น ‘แบบแผน’

ประเพณีไทยหากจำแนกตามหลักการของทางการ แบ่งได้เป็น 6 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่ส่วนใหญ่จัดกลุ่มตามประเพณีวัฒนธรรม มีความคล้ายคลึงกันมาก กล่าวคือ ภูมิภาคประกอบด้วยสี่ภูมิภาคเท่านั้น แบ่งเป็น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

ประเพณีของไทย 4 ภาค เหนือ อีสาน กลาง ใต้ มีอะไรบ้าง

ประเพณีของไทย 4 ภาค เหนือ อีสาน กลาง ใต้

ถ้าพูดถึงประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับหรืออำนาจเหนือมนุษย์ บางเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่นมีเรื่องราวของพระพุทธเจ้าซ่อนอยู่ด้วย หรือเรื่องท้องฟ้าและดินฟ้าอากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคำเรียกร้องของผู้คน เช่น ขอพลังจากฟ้ามากกว่าขอฝน หรือ ขอพลังจากฟ้าให้ฝนไม่ตก ( แล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล ) พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำจำกัดความประเพณีไทยไว้ดังนี้ กฎหมาย “จารีต” วัฒนธรรมแห่งชาติ 

พุทธศักราช 2485 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2486 ได้ให้ความหมายของวัฒนธรรมไว้ดังนี้วัฒนธรรมเป็นลักษณะที่แสดงถึงความเจริญ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความปรองดอง ความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ และศีลธรรมอันดีของประชาชนวัฒนธรรมมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน วิถีชีวิตของมนุษย์ วิถีชีวิตของมนุษย์ ทั้งปัจเจกชนและสังคมมีการพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่อง

แต่มนุษย์ไม่ได้ถูกจัดกลุ่มตามสังคมของตนเท่านั้น มีสังคมที่แตกต่างกัน อาจอยู่ใกล้ชิดชายแดนหรือปะปนอยู่ในที่เดียวกัน? อำนาจอธิปไตยของชาติมนุษย์รู้วิธีที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงใช้วัฒนธรรมที่พวกเขาเห็นจากการสัมผัสและเพิ่มเติมโดยตรงเป็นวัฒนธรรมของตนเองหรือปรับให้เข้ากับเงื่อนไขทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ก็ได้

ตัวอย่างประเพณีสำคัญของไทยในภาคเหนือ

ประเพณีทานขันข้าว

ประเพณีปอยส่างลอง(งานบวชลูกแก้ว)

ประเพณีสลากภัต

ประเพณียี่เป็ง

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ

ประเพณีฟ้อนผีปู่ย่า เป็นต้น

ตัวอย่างประเพณีสำคัญของไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ประเพณีแห่นางแมว

ประเพณีแห่ผีตาโขน

ประเพณีบุญเบิกฟ้า

ประเพณีบุญผะเหวด

ประเพณีแซนโฎนตา

ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง

ประเพณีบุญบั้งไฟ

ประเพณีแห่เทียนพรรษา

ประเพณีไหลเรือไฟ

ทอดผ้าป่ากลางน้ำ เป็นต้น

ตัวอย่างประเพณีสำคัญของไทยในภาคกลาง

ประเพณีกวนข้าวทิพย์

ประเพณีทำขวัญข้าว

ประเพณีโยนบัว

ประเพณีตักบาตรดอกไม้

ประเพณีตักบาตรเทโว

ประเพณีกำฟ้า

ประเพณีเผาเทียนเล่นไฟ เป็นต้น

ตัวอย่างประเพณีสำคัญของไทยในภาคใต้

ประเพณีกวนข้าวยาคู

ประเพณีให้ทานไฟ

ประเพณีสารทเดือนสิบ

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ

ประเพณีลากพระ

ประเพณีอาบน้ำคนแก่

ประเพณีสวดด้าน

ประเพณีแห่นางดาน

ประเพณีกวนข้าวยาคู

ประเพณียกขันหมากพระปฐม เป็นต้น

ความเป็นมาประเพณีอุ้มพระดำน้ำของภาคเหนือ

ประวัติสงกรานต์ และประเพณีสงกรานต์ เมื่อราวประมาณ 400 ปีก่อน เหล่าชาวบ้านได้ออกหาปลาที่แม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งไม่มีชาวบ้านคนใดสามารถจับปลาได้เลยสักตัว หลังจากนั้นได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น อยู่ดีๆ บริเวณน้ำที่มักจะไหลหลากกลับหยุดนิ่ง ปรากฏขึ้นเป็นพรายน้ำผุดขึ้นมาพร้อมกับพระพุทธรูปองค์หนึ่ง จากนั้นชาวบ้านจึงนำพะพุทธรูปนั้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดไตรภูมิ บูชาให้เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเพชรบูรณ์ และได้มีการจัดประเพณีอุ้มพระดำน้ำนี้ขึ้นทุกปีในวันแรมสิบห้าค่ำเดือนสิบ เพื่อเป็นการบูชาสักการะหนองน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ และได้มีการสืบเนื่องการปฏิบัติประเพณีนี้จนมาถึงปัจจุบัน

ความสำคัญ ประเพณีอุ้มพระดำน้ำเป็นประเพณีที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เกิดจากความเชื่อเกี่ยวกับอภินิหารของพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองคือพระ พุทธมหาธรรมราชา ซึ่งคนหาปลาสองสามีภรรยาทอดแหได้ที่วังเกาะระสารในบริเวณลุ่มน้ำป่าสักในเขต ตัวเมืองเพชรบูรณ์ จึงนำไปไว้ที่วัดไตรภูมิ เมื่อถึงเทศกาลสารทพระพุทธรูปองค์นี้จะหายไปและชาวบ้านจะพบมาเล่นน้ำที่ บริเวณที่ค้นพบเดิม ดังนั้นในเทศกาลทำบุญสารทหลังจากทำบุญเสร็จแล้วจะมีพิธีอัญเชิญพระพุทธมหา ธรรมราชาลงริ้วขบวนเรือไปสรงน้ำที่วังเกาะระสาร แต่ปัจจุบันนำมาทำพิธีที่ท่าน้ำของวัดโบสถ์ชนะมารในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐

พิธีกรรม/กิจกรรม 

๑. จัดให้มีการตั้งศาลเพียงตาแล้วอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชามาประทับ ทำพิธีสวดคาถา โดยพราหมณ์ผู้ทำพิธีนุ่งขาวห่มขาวแล้วอัญเชิญขึ้นบนบุษบกให้ประชาชนได้กราบ ไหว้บูชาและมีงานฉลองสมโภช
๒. จัดให้มีพิธีอุ้มพระดำน้ำในตอนเช้าหลังทำบุญสารทโดยมีขบวนเรือแห่ นำไปโดยผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อถึงบริเวณวัดโบสถ์ชนะมาร เจ้าเมืองพร้อมข้าราชบริพารจะอุ้มพระลงดำน้ำ โดยหันหน้าองค์พระไปทิศเหนือ ๓ ครั้ง ทิศใต้ ๓ ครั้ง ชาวบ้านจะโปรยข้าวตอก ดอกไม้และข้าวต้มกลีบ เมื่อดำน้ำเสร็จชาวบ้านจะตักน้ำรดศีรษะและรดกันเองเพื่อเป็นสิริมงคล

ประวัติขบวนแห่นางแมว ประเพณีอีสาน

ประวัติและความเชื่อ ‘วันลอยกระทง’ ประเพณีไทย ด้วยความเชื่อว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ฝนไม่ตก ฟ้าเปลี่ยน คนไม่ถือศีล หรือเจ้าเมืองหรือเจ้าเมืองไม่อยู่ในทศพลราชธรรมเป็นเหตุให้สวรรค์ลงโทษ ดังนั้นจึงไม่มีฝนตามฤดูกาลหรือไม่มีฝนเป็นเวลานาน ดินแห้งปลูกไม่ได้เพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยงทุ่งนาและสวน ชาวบ้านคิดว่าแมวกลัวน้ำ กลัวฝน แมวจะร้องทันทีถ้าโดนน้ำ เลยเอาแมวขึ้นขบวนเพื่อแก้ปัญหา เพราะพวกเขาเชื่อว่าถ้าฝนตกแมวจะร้องไห้ทันที ฉันก็เลยพาแมวไปที่ขบวนพาเหรดแล้วสาดน้ำใส่ให้แมวร้องให้ดังที่สุด ผ่านไป 3-7 วัน ฝนตกตามคำเรียกร้อง ทำให้เกิดประเพณีแห่นางแมว แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเช่นฝนเทียม ประเพณีแห่นางแมวในสังคมไทยหายาก

การทำพิธีแห่นางแมว

ช่วงเวลาในการทำพิธีแห่นางแมวนั้นจะจัดขึ้นเมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลและมีความแห้งแล้งมากจริง ๆ ซึ่งการทำพิธีนั้นต้องมีขบวนแห่ ผู้หญิงที่เข้าร่วมพิธีแห่ต้องผัดหน้าขาว ทัดดอกไม้ดอกโต ๆ ร่วมกันร้องรำทำเพลงที่สนุกสนานเฮฮา

สิ่งที่ต้องมีในพิธีแห่นางแมว

1. แมวสีสวาทหรือแมวสีดำ

2. กระบุง กะทอหรือเข่งที่มีฝาปิด

3. ดอกไม้ 5 คู่

4. เทียน 5 คู่

5. ไม้สำหรับหาม

วิธีการแห่นางแมว

การแห่นางแมวนั้นจะให้คนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน แต่งตัวสวยงาม เมื่อได้เวลาพลบค่ำก็เริ่มขบวนแห่ โดยก่อนการแห่ต้องให้ผู้เฒ่าพูดกับแมวขณะเอาลงกะทอว่า นางแมวเอย …ขอฟ้าขอฝน ให้ตกลงมาด้วยนะ จากนั้นจึงเดินขบวนไปรอบ ๆ หมู่บ้านเพื่อให้เจ้าของบ้านทุกบ้านสาดน้ำให้แมวร้อง เพราะเมื่อแมวร้องแล้วฝนจะตกลงมา

ในขณะเดินแห่นั้นต้องให้ผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวคำเซิ้งไปด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วคำเซิ้งของแต่ละพื้นที่มักไม่ค่อยเหมือนกัน แต่สามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่าต้องการขอให้ฝนตกนั่นเอง

ประวัติประเพณีการทำข้าวของภาคกลาง

ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทย เป็นพิธีกรรมที่ชาวนาเชื่อว่าการบูชาแม่โพธิ์สบหรือทำข้าวขวัญจะเป็นมงคลแก่พื้นที่เพาะปลูก ทุ่งนาอุดมสมบูรณ์ ปลูกง่าย ให้ผลผลิตดี เชื่อกันว่าแม่โพธิ์สบยังปกป้องการทำการเกษตรอีกด้วย การทำฟาร์มปราศจากโรคภัยจากศัตรูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแมลงหรือภัยธรรมชาติอีกด้วย ประเพณีการทำข้าวขวัญเป็นประเพณีที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเกษตรกรและเกษตรกรเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ปลูกต่อไป

พิธีแรกเกี่ยวข้าว

เมื่อได้เวลาข้าวสุกพร้อมเกี่ยว เจ้าของนาจะต้องหาวันดีเพื่อทำพิธีแรกเกี่ยวเสียก่อนที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวทั้งผืนนา และเพื่อเก็บเกี่ยวข้าวไว้เป็นข้าวขวัญ ซึ่งก็คือข้าวมงคลที่ใช้ประกอบในพิธีสู่ขวัญ และเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่ในพานใบตองที่เราเรียกว่าบายศรี (และคิดว่าบายศรีคือเครื่องใบตองนั้น) อันที่จริง คำว่าบาย ภาษาเขมรแปลว่า ข้าว ส่วน ศรี คือสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง ใจความสำคัญของบายศรีจึงไม่ใช่พานใบตอง และคือข้าวมงคลที่บรรจุอยู่ต่างหาก

โดยพิธีจะเริ่มด้วยการปลงข้าวขออนุญาตแม่โพสพว่าจะเก็บเกี่ยว และบนบานให้ได้ผลผลิตดี แม่โพสพปกป้องให้ไม่เกิดอันตรายระหว่างการเก็บเกี่ยวด้วย และเมื่อเกี่ยวข้าวขึ้นลอมเรียบร้อย จะต้องมีพิธีปลงข้าวที่นิยมทำในวันอังคารหรือวันพฤหัสบดี ก่อนจะนวดข้าวต่อไป

พิธีสู่ขวัญข้าว

เพราะเชื่อว่าแม่โพสพช่วยปกปักรักษาข้าวให้เติบโต จึงเกิดพิธีแห่งความศรัทธาในการเรียกขวัญแม่โพสพสู่นา ในโบราณ พิธีสู่ขวัญหรือทำขวัญข้าวจะทำทั้งหมด 4 ช่วงเวลา นั่นคือตอนลงมือไถหว่านครั้งแรก ตอนข้าวเริ่มตั้งท้อง ตอนเก็บเกี่ยวขนข้าวขึ้นลาน และตอนขนข้าวเข้ายุ้งฉาง เพื่อเป็นการบอกกล่าวแม่โพสพเพื่อเรียกขวัญแม่โพสพในช่วงแรกหว่าน เรียกขวัญในยามตั้งท้อง เรียกขวัญที่ตกหล่นในตอนนวดข้าว และอัญเชิญขวัญข้าวมาสู่ยุ้งฉาง 

ซึ่งสิ่งสำคัญที่เราจะเห็นคู่กันเสมอในพิธีสู่ขวัญคือพานบายศรี ไก่ต้ม เหล้า ข้าวเหนียว ข้าวตอกดอกไม้ ชุดหมากพลู บางพื้นที่มีข้าวของที่ผู้หญิงชอบ เช่น แป้งผัดหน้าหรือสีผึ้งทาปากด้วย ซึ่งเจ้าของนาบางแห่งจะกล่าวคำสังเวยเอง แต่ในบางบ้าน อาจขอให้ปู่จารย์ของชุมชนมาทำพิธีให้ในพิธีทําขวัญข้าวในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเหนือ ใต้ กลาง หรืออีสาน ต้องมีการร้องหรือสวดบททำขวัญข้าว ซึ่งนอกจากจะเป็นการเชิญขวัญแม่โพสพด้วยถ้อยคำที่ไพเราะและเป็นมงคล ยังถือเป็นบันทึกความรู้ท้องถิ่นเพราะมักจะมีส่วนที่บอกเล่าถึงกระบวนการทำนาและชื่อพันธุ์ข้าวพื้นเมืองอีกด้วย

ประวัติความเป็นมาของการกวนข้าวยาคุในภาคใต้

ประเพณีของไทย 4 ภาค เหนือ อีสาน กลาง ใต้ ‘ภาคใต้’ ถือเป็นอีกหนึ่งภาคในประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่แพ้ภาคอื่น ๆ ที่สำคัญยังเป็นภาคที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของคนหลากหลายศาสนา และในปัจจุบันก็ยังคงมีพิธีกรรมสำคัญของแต่ละศาสนาให้ได้เห็นอยู่ อย่างเช่น ‘ประเพณีกวนข้าวยาคู’ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมทางศาสนาพุทธที่สามารถหาดูได้แค่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น

โดยประเพณีกวนข้าวยาคู หรือที่ทางพุทธศาสนาเรียกกันว่า ‘ข้าวมธุปายาสยาคู’ ที่เป็นความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ เป็นเหตุการณ์ตอนที่นางสุชาดาได้มีการถวายข้าวมธุปายาสยาคูให้พระพุทธเจ้าเสวย เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยจึงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ พุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช จึงมีความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่าข้าวยาคูเปรียบเสมือนกับอาหารทิพย์ หากผู้ใดได้รับประทานก็จะมีสมองที่เกิดปัญญา มีอายุยืนยาว ผิวพรรณผ่องใส และเป็นยาที่ช่วยขจัดโรคร้ายต่าง ๆ ได้ ทั้งยังช่วยให้สำเร็จทุกความปรารถนา

สำหรับช่วงเวลาที่ชาวบ้านจะนิยมกวนข้าวยาคูนั้นจะอยู่ในช่วงขึ้น 13 และ 14 ค่ำเดือน 3 ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ข้าวในนากำลังออกรวงสวย เมล็ดข้าวยังไม่แก่ เหมาะแก่การนำมาเป็นน้ำนมข้าวสำหรับการกวน โดยพิธีกรรมนี้จะใช้วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนเป็นสถานที่ในการประกอบพิธีโดยการเตรียมการนั้นจะมีเครื่องปรุงที่ใช้มากกว่า 50 ชนิด ที่จะประกอบไปด้วยน้ำนมข้าว ,ผลไม้ต่าง ๆ ,พืชผัก ,น้ำผึ้ง ,เครื่องดื่มประเภทนม ,สมุนไพร ,แป้ง และมะพร้าว 

จากนั้นชาวบ้านจะเอาเครื่องปรุงทั้งหมดในสัดส่วนที่เท่ากันมาผสมจนเป็นเนื้อเดียว แล้วนำไปใส่ในภาชนะพักไว้ และการกวนข้าวจะต้องใช้ความร้อนในการกวนสูง ชาวบ้านจึงนิยมใช้เป็นเตาดินที่สามารถเก็บความลมได้ดี และจะใช้เตาที่ขุดลงในพื้นดินที่มีช่องสำหรับใส่ฟืนและมีช่องรูระบาย หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า รูพังเหย นั่นเองค่ะ

การเตรียมบุคคลที่สำคัญ

สาวพรหมจารี นุ่งขาวห่มขาว จะต้องเข้ารับสมาทานเบญจศีลก่อนเข้าพิธีกวน เพื่อความบริสุทธิ์และความเป็นสิริมงคล
พระสงฆ์ สำหรับสวดชัยมงคลคาถา เตรียมด้ายสายสิญจน์โยงจากพระสงฆ์ไปผูกไว้ที่ไม้กวน

เริ่มพิธีกวน

สาวพรหมจารีจะเป็นผู้เริ่มในการกวน (โดยนำส่วนผสมที่พักเอาไว้มาเทลงในกระทะ) เมื่อมีการลั่นฆ้องชัยตั้งอีโหย้ หรือโห่สามลา พระสงฆ์จะเริ่มสวดชยันโตตั้งแต่เริ่มกวน เมื่อสวนจบถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี หลังจากนั้นชาวบ้านจึงสามารถมากวนต่อได้

วิธีกวน

จะใช้เวลาในการกวนประมาณ 8-9 ชั่วโมง และจะต้องกวนอยู่ตลอดเวลา เมื่อเริ่มเหนียวก็จะใช้น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวเอาไว้เติมลงไปในกระทะ เมื่อข้าวยาคูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและได้กลิ่นหอมจากเครื่องเทศก็เป็นอันว่าเสร็จ